• English
  • ไทย
  • English
  • ไทย

ราชอาณาจักรสวีเดน

ชื่อทางการประเทศภาษาไทย : ราชอาณาจักรสวีเดน

ชื่อทางการประเทศภาษาอังกฤษ : Kingdom of Sweden

พื้นที่ : 450,295 ตร.กม (ร้อยละ 88 ของไทย)

เมืองหลวง : กรุงสตอกโฮล์ม

ประชากร : 10.22 ล้านคน (ปี 2561)

ประธานาธิบดีหรือประมุข : สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน

(Carl XVI Gustaf of Sweden) และสมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน (Queen Silvia of Sweden)

นายกรัฐมนตรี : นายสเตฟาน เลิฟเวียน (Mr. Stefan Löfven) (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2557)

ภาษาราชการ : สวีดิช

วันชาติ : 6 มิถุนายน

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย : 18 พฤษภาคม 2411 (ครบรอบ 150 ปี เมื่อปี 2561)

ศาสนา : คริสต์นิกายลูเธอรัน ร้อยละ 87 นิกายคาทอลิก และอื่น ๆ ร้อยละ 13

เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม คนปัจจุบัน : นายสุนทร ชัยยินดีภูมิ

เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย : นายสตัฟฟาน แฮร์สเตริม (Mr. Staffan Herrström)

  • ปัจจุบันสวีเดนเป็นสมาชิก EU และเคยเป็นสมาชิกไม่ถาวร UNSC ระหว่างปี 2560-2561
  • เป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่สำคัญ โดยบริจาคเงินในสัดส่วนร้อยละ 1 ของ GNI เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านประชาธิปไตยในประเทศที่สาม
  • เป็นผู้นำด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของ UN (SDGs) ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดในโลก
  • มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่น โดยมีเป้าหมายเป็นหนึ่งในประเทศแรกในโลกที่ปราศจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil free) และเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด รวมทั้งมีมาตรการผลักดันให้ยุติการจำหน่ายยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลภายในปี ค.ศ. 2030
  • มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการขยะผ่านโครงการ “Waste-to-Energy” ส่งผลให้สามารถใช้ประโยชน์จากร้อยละ 99 ของขยะจากบ้านเรือน และสามารถนำเข้าขยะจากต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการผลิตความร้อน/พลังงานไฟฟ้า
  • เป็นแหล่งนวัตกรรมอันดับต้น ๆ ของยุโรป เนื่องจากมีบริษัทและสถาบันวิจัยด้านนวัตกรรมที่มีคุณภาพหลายแห่ง และมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจำนวนมาก

 

การเมืองการปกครอง

สวีเดนมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข เป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2352 ส่วนรัฐสภาใช้ระบบสภาเดี่ยว คือ สภาริกสดอก (Riksdag) มีจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 349 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน มีวาระดำรงตำแหน่งครั้งละ 4 ปี

การปกครองในระดับภูมิภาคประกอบด้วย 21 มณฑล (län หรือ county) โดยรัฐบาลกลางมีข้าหลวงมณฑลเป็นผู้แทนและมีคณะกรรมการบริหารมณฑล ข้าหลวงมณฑลได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลกลางให้ดำรงตำแหน่งวาระ 6 ปี โดยมักจะคัดเลือกมาจากนักการเมือง แต่บุคคลเหล่านี้จะต้องลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญของการบริหารมณฑล ภารกิจส่วนใหญ่ของการบริหารมณฑลมีลักษณะเป็นงานส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ละมณฑลมีสภามณฑลที่มาจากการเลือกตั้ง สภานี้มีหน้าที่รับผิดชอบหลักในด้านอนามัยและสาธารณสุข ซึ่งรวมถึงการให้บริการในโรงพยาบาล การจัดการศึกษาบางประเภทและ การฝึกอาชีพ สภามณฑลมีสิทธิที่จะเก็บภาษีรายได้มาใช้เป็นงบประมาณรายจ่ายได้ นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2519 คนต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในสวีเดนตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปมีสิทธิที่จะออกเสียงเลือกตั้งและสมัครเข้ารับเลือกตั้งระดับท้องถิ่นทั้งในสภาเทศบาลและสภามณฑล

ในแต่ละมณฑลจะมีหลายเทศบาล ปัจจุบัน มี 288 เทศบาล (Kommun) โดยแต่ละเทศบาลต่างมีสภาที่มาจากการเลือกตั้งอำนาจและหน้าที่ของเทศบาลเกี่ยวข้องกับการให้บริการและการอำนวยความสะดวกต่างๆ ระหว่างรัฐบาลกลางและเทศบาล

จากการจัดลำดับของ Transparency International กรุงเบอร์ลิน ได้ยกให้สวีเดนอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลกในฐานะประเทศที่ปลอดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบ (2560)

การเลือกตั้งในสวีเดน

การเลือกตั้งนั้นใช้ระบบสัดส่วน (proportional representation) ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีการกระจายที่นั่งระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ไปตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับทั่วประเทศและป้องกันมิให้เกิดพรรคการเมืองเล็กๆ ขึ้นมากมาย โดยพรรคการเมืองจะต้องได้รับเสียงจากทั่วประเทศอย่างน้อยร้อยละ 4 หรืออย่างน้อยร้อยละ 12 ในเขตเลือกตั้ง จึงจะได้รับที่นั่งในรัฐสภา การเลือกตั้งจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี ครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561 โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปีในวันเลือกตั้ง

หลังจากการเลือกตั้ง พรรคหรือกลุ่มที่ได้จำนวนเสียงสูงสุดจะจัดตั้งรัฐบาล โดยรัฐสภาจะเลือกนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล และนายกรัฐมนตรีเลือกรัฐมนตรี (จำนวน 22 คน) เข้าร่วมรัฐบาล

รัฐสภา (Riksdagen) คือองค์กรที่มีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุดในการบริหารประเทศสวีเดนโดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จำนวน 349 คน ทั้งนี้ หน้าที่ของรัฐสภาคือ รับรองหรือไม่รับรองการตัดสินใจที่สำคัญในการบริหารประเทศด้วยการลงคะแนนเสียง และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล/จัดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และยื่นถอดถอนรัฐบาล หากสมาชิกรัฐสภามีความเห็นว่ารัฐบาลทำงานได้ไม่ดีพอการเลือกตั้งทั่วไป

ผลการเลือกตั้งทั่วไปในสวีเดน เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2561 ปรากฏว่าไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงสนับสนุนมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเองได้ โดยพรรคที่ได้รับคะแนนสนับสนุนมากที่สุด ได้แก่ พรรค Social Democrat ของนายกรัฐมนตรี Stefan Löfven (ร้อยละ 28.3) จึงได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค Green (ร้อยละ 4.4) โดยมีข้อตกลงร่วมกับพรรค Centre (ร้อยละ 8.6) และพรรค Liberals (ร้อยละ 5.5) ในการไม่ปฏิเสธการเสนอนายกรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐธรรมนูญสวีเดนกำหนดว่า ผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องมีเสียงคัดค้านไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ทั้งหมด (คือ 175 เสียงจาก 349 เสียง)

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2562 นาย Stefan Löfven ได้รับเสียงสนับสนุน 115 เสียง คัดค้าน 153 เสียง และไม่ออกเสียง (abstain) จำนวน 77 เสียง ทำให้นาย Stefan Löfven ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสวีเดนต่อไปเป็นสมัยที่สอง

นาง Margot Wallström จากพรรค Social Democratic อดีตสมาชิกกรรมาธิการยุโรปด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม (European Commission for the Environment-Prodi Commission) และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปด้านความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและการสื่อสาร (European Commission for Institutional Relations and Communication Strategy) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อไปเป็นสมัยที่สอง    

นโยบายต่างประเทศ

สวีเดนมีนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิสตรีเป็นหลัก (Feminist Foreign Policy) โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินนโยบายเพื่อผลักดันบทบาทของสตรีในกระบวนการสันติภาพและความมั่นคงให้ได้รับความสนใจในระดับสากล และกำลังขยายเครือข่ายเพื่อสิทธิสตรีในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะความร่วมมือกับสหภาพแอฟริกา นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายต่อต้านการค้ามนุษย์ การใช้ความรุนแรงกับสตรี และมีเป้าหมายเผยแพร่กฎหมายของสวีเดนที่เกี่ยวกับการต่อต้านการซื้อบริการทางเพศให้แก่ประเทศอื่น ๆ ด้วย

สวีเดนมีสถานะเป็นประเทศที่ไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใดทางทหารเพื่อความมั่นคงทั้งในสวีเดนและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคยุโรปเหนือ อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาความร่วมมือทางทหารกับภูมิภาคนอร์ดิก บอลติก ยูเอ็น OSCE และ NATO และจะไม่นิ่งเฉยหากมีการโจมตีประเทศสมาชิกอียูหรือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนอร์ดิก และคาดหวังให้ประเทศเหล่านี้ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับสวีเดน

ในส่วนความสัมพันธ์กับรัสเซีย แม้ว่าสวีเดนไม่เห็นด้วยและประณามการที่รัสเซียใช้กำลังทางทหารเพื่อ
รุกล้ำอาณาเขตของยูเครน ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสากล และสวีเดนก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ผลักดันให้อียูคว่ำบาตรรัสเซีย และจะยืนยันการคว่ำบาตรต่อไปจนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไข แต่สวีเดนก็ไม่ได้ปิดกั้นความร่วมมือกับรัสเซียในด้านอื่น ๆ ที่สองประเทศมีความเห็นตรงกัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระดับประชาชน

สำหรับประเด็นสันติภาพระหว่างประเทศ สวีเดนยังคงเดินหน้าเป็นสื่อกลางในการลดความขัดแย้งและสร้างสันติภาพต่อไป เช่น การแก้ไขความขัดแย้งในเยเมน ซึ่งได้มีการจัดหารือในสวีเดนเมื่อเดือนธันวาคม 2561 รวมทั้งสถานการณ์ในเวเนซุเอลาซึ่งอียูมีมาตรการร่วมมือกับประเทศในลาตินอเมริกาเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ซึ่งสวีเดนสนับสนุนให้มีทางออกตามแนวทาง Two-state Solution และสถานการณ์ที่เกี่ยวกับชาวโรฮีนจาที่สวีเดนต้องการให้มีการนำตัวผู้กระทำผิดมารับการลงโทษ เป็นต้น

เศรษฐกิจ

สวีเดนเป็นประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป แต่มีประชากรเพียง 10.22 ล้านคน จึงทำให้สวีเดนมีตลาดภายในขนาดเล็กและมีระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการส่งออก โดยมากกว่าร้อยละ 80 ของสินค้าส่งออกเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมป่าไม้ กระดาษ เหล็ก อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ อากาศยาน โทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตอาวุธ/ยุทโธปกรณ์ทางทหาร และการผลิตเวชภัณฑ์

ในด้านนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน แต่เดิมค่าเงินโครนสวีเดนถูกกำหนดไว้คงที่เมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญ แต่เมื่อปี พ.ศ. 2535 ธนาคารแห่งชาติของสวีเดนได้ยกเลิกระบบดังกล่าวและปล่อยให้ค่าเงิน
โครนสวีเดนลอยตัว และหันมาใช้นโยบายควบคุมอัตราเงินเฟ้อไว้ไม่ให้เกินร้อยละ 2 ต่อปี

ต่อมา สวีเดนเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union – EU) เมื่อปี พ.ศ. 2538 แต่ยังไม่ยอมรับนโยบายเงินสกุลเดียว โดยได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union – EMU) แม้ว่าระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะผ่านเกณฑ์ (convergence criteria) ที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ก็ตาม และเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2546 ทางการสวีเดนได้จัดการลงประชามติว่า สวีเดนจะเข้าร่วมการใช้เงินยูโรหรือไม่ ผลปรากฏว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 56.1 ไม่สนับสนุนให้สวีเดนเข้าร่วมการใช้เงินสกุลยูโร (ขณะนี้มีเดนมาร์ก สวีเดน และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกเก่าของสหภาพยุโรปที่ยังไม่เข้าร่วมการใช้เงินสกุลยูโร)

ตลาดสินค้าส่งออกสำคัญที่สุดของสวีเดนอยู่ในยุโรปตะวันตก โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าถูกส่งออกไปยังสหภาพยุโรป อาทิ กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านนอร์ดิก (เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ และนอร์เวย์) เยอรมนี สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และฝรั่งเศส สำหรับตลาดส่งออกนอกภูมิภาคยุโรปที่สำคัญของสวีเดน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น สำหรับในด้านการนำเข้า ประเทศคู่ค้าของสวีเดนที่สำคัญที่สุด คือ สหภาพยุโรป นอร์เวย์ และสหรัฐอเมริกา

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

ไทยและสวีเดนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศได้ทำสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (The Treaty of Friendship, Commerce and Navigation of 1868) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2411 และตั้งแต่ปี 2425 ไทยได้แต่งตั้งอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง โดยหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย อัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนคนแรก

เมื่อปี 2487 ไทยได้เปิดสถานอัครราชทูตประจำกรุงสตอกโฮล์มขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมา เมื่อปี 2497 ไทยได้ปิดสถานอัครราชทูตฯ และให้อัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดน จวบจนกระทั่งปี 2502 ไทยและสวีเดนได้ยกฐานะความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูต และไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อปี 2506 โดยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศฟินแลนด์และเอสโตเนียด้วย ต่อมา ได้กำหนดอาณาเขตใหม่ดดยครอบคลุม เฉพาะประเทศสวีเดนและลัตเวีย และปี 2545 ไทยได้เปิดสำนักงานการท่องเที่ยว (ททท.) ประจำกรุงสตอกโฮล์ม และได้เปิดสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน (BOI) ณ กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552

นอกจากนี้ ไทยยังมีกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์และกงสุลกิตติมศักดิ์ 2 แห่งในสวีเดน ดังนี้ (1) กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงสตอกโฮล์ม คือ นางวีเวกา อักซอน ยูนซอน (Viveca Ax:son Johnson) และมีนางฟรานเซส บรูมาน (Frances Broman) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ (ประเทศไทยมีกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำประเทศ สวีเดนมาตั้งแต่ปี 2431 (ค.ศ. 1888) โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแต่งตั้งนาย Axel Ax:son Johnson เป็นกงสุลสยามคนแรกประจำประเทศสวีเดนเมื่อปี 2426 (ค.ศ. 1883) และหลังจากนั้นครอบครัว Johnson ได้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยต่อมาเป็นเวลา 4 ชั่วอายุคน ปัจจุบันนาง Viveca Ax:son Johnson ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงสตอกโฮล์มคนใหม่สืบแทนนาย Bo Ax:son Johnson บิดา ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 (ค.ศ. 1997) นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้แต่งตั้งให้นาง Frances Broman บุตรสาวของนาย Bo Ax:son Johnson ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำกรุงสตอกโฮล์ม (2) กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองโกเธนเบอร์ก คือ นายเคนเนท ออร์เกรียน (Kenneth Orrgren) ซึ่งต่อมานางพียา ออร์เกรียน (Pia Orrgren) บุตรสาว ได้รับการแต่งตั้งเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์แทนเมื่อเดือนมกราคม 2562

สำหรับสวีเดน สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และฟิลิปปินส์ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ นายสตัฟฟาน แฮร์เสตริม (Staffan Herrström) นอกจากนี้ ยังมีสถานกงสุลสวีเดนประจำประเทศไทย จำนวน 3 แห่ง คือ(1) สถานกงสุลสวีเดนประจำจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุม 10 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และอุตรดิตถ์ มีนางศุภจี นิลอุบล ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ (2) สถานกงสุลสวีเดนประจำเมืองพัทยา ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด มีนายชัชวาล ศุภชยานนท์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ (3) สถานกงสุลสวีเดนประจำจังหวัดภูเก็ต อยู่ระหว่างการสรรหาบุคคล (3) สถานกงสุลสวีเดนประจำ จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ มีนายวัชราวุธ วิคเตอร์ สุขเสรี ดำรงตำแหน่งกงสุลกิติมศักดิ์

ปัจจุบัน คนไทยในสวีเดนมีจำนวนประมาณ 41,240 คน มีวัดไทย/สำนักสงฆ์ จำนวน 9 แห่ง สมาคมไทย จำนวน 24 สมาคม และมีร้านอาหารไทยจำนวนประมาณ 400 ร้าน (ข้อมูลปี 2561)

การค้าระหว่างไทย-สวีเดน

ในปี 2561 การค้าไทย-สวีเดน มีมูลค่ารวม 1,060 ดอลลาร์สหรัฐ สวีเดนส่งออกไปไทย 580 ดอลลาร์สหรัฐ นำเข้าจากไทย 480 ดอลลาร์สหรัฐ สวีเดนได้ดุลการค้า 100 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ผลิตภัณฑ์โลหะ

การลงทุนระหว่างไทย-สวีเดน

การลงทุนจากสวีเดนมีอัตราสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี 2561 (มกราคม-กันยายน) มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก Board of Investment of Thailand ( BOI) ทั้งหมด 6 โครงการ มูลค่า 1,607 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการผลิตภัณฑ์อาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และ Software Business Sweden ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของสวีเดนเชื่อมั่นในการทำธุรกิจในไทย โดยมองว่าจุดแข็งของไทยคือ ฐานผู้บริโภคและทำเลที่ตั้ง แต่กังวลเรื่องคู่แข่งทางการค้า การหาแรงงานที่มีความรู้ความสามารถ และปัญหาคอรัปชั่น อย่างไรก็ดี คาดว่าในระยะ 3 ปีข้างหน้าการทำธุรกิจในไทยจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้นเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมดีขึ้น และสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองน่าจะลดลง

ปัจจุบัน มีบริษัทธุรกิจชั้นนำของสวีเดนที่เข้ามาลงทุนและจัดตั้งฐานการผลิตในไทยประมาณ 70 แห่ง อาทิ บริษัท Ericsson (เครื่องโทรคมนาคม และโทรศัพท์) บริษัท Molnlycke Health Care (เสื้อกาวน์และอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้ง) บริษัท Volvo Truck (ผลิต/ประกอบรถบรรทุกและชิ้นส่วนรถยนต์) บริษัท Vattenfall AB (พลังงาน) บริษัท Purac (โรงงานกำจัดน้ำเสีย) บริษัท Tetra Pak (บรรจุภัณฑ์) บริษัท Scandinavian Village Co.Ltd. (โครงการพำนักระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและวัยเกษียณ) บริษัท Electrolux (เครื่องซักผ้าและตู้เย็น) บริษัท ABB บริษัท Eka Chemicals บริษัท Perstorp บริษัท IKANO (ผลิตและจำหน่ายเครื่องเรือนยี่ห้อ IKEA) โดย IKEA ได้เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2554

การท่องเที่ยว

ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวสวีเดน ในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากกว่า 300,000 คน โดยในปี 2561 มีจำนวน 311,959 คน ปัจจุบันมีสายการบินไทยบินตรงเส้นทางกรุงเทพฯ – สตอกโฮล์ม 9 เที่ยว/สัปดาห์ (วันพฤหัสบดีและวันเสาร์ให้บริการ 2 เที่ยวบิน/วัน) และมีเที่ยวบินตรงไปภูเก็ตจำนวน 2 เที่ยว/สัปดาห์ ในช่วงฤดูท่องเที่ยว (พฤศจิกายน-มีนาคม)

ความร่วมมืออื่น ๆ

ปัจจุบันไทยและสวีเดนมีความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ อีกทั้งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐบาลไทยกับสวีเดน เช่น ความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมกับ Swedish Transport Administration ที่ได้จัดทำแผน Road Safety ร่วมกัน โดยนำเทคนิควิธีบริหารจัดการของสวีเดนมาปรับใช้เพื่อพัฒนาความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทยในปี 2562 นอกจากนี้ มีผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานราชการไทยเดินทางมาศึกษาดูงานที่สวีเดนในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือทางทหาร

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบอนุมัติให้กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ อเนกประสงค์ Gripen จากสวีเดน ระยะที่ 1 จำนวน 6 เครื่อง วงเงิน 19,000 ล้านบาท งบประมาณผูกพัน 5 ปี (2551 - 2555) และเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอให้กองทัพอากาศจัดซื้อ เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ Gripen จากสวีเดน ระยะที่ 2 อีกจำนวน 6 เครื่อง วงเงิน 16,266 ล้านบาท งบประมาณผูกพัน 5 ปี (2554 - 2558) ล่าสุดได้มีการส่งมอบเครื่องบินฯ 3 ลำสุดท้าย เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 แต่สวีเดนยังคงมีพันธะที่จะต้องช่วยเหลือไทยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว โดยการจัดสรรทุนการศึกษาระดับปริญญาโท ระยะแรก (ปี 2552-2554) จำนวน 45 ทุน และระยะที่ 2 (ปี 2555-2557) จำนวน 24 ทุน ให้แก่นักศึกษา / บุคลากรทางทหารของไทย ไปศึกษาต่อที่สวีเดน การซื้อเครื่องบินฯ ครั้งนี้ ช่วยส่งเสริมให้ทั้ง 2 ประเทศเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการทหารให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายสวีเดนพระราชวงศ์สมเด็จพระราชาธิบดี คาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน และสมเด็จพระราชินีซิลเวีย- วันที่ 21 - 23 เมษายน 2523 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ- วันที่ 25 กันยายน 2524 เสด็จฯ แวะผ่านไทย หลังจากการเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ- วันที่ 6 -10 กุมภาพันธ์ 2532 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ- วันที่ 20 พฤศจิกายน 2533 เสด็จฯ แวะผ่านไทย หลังจากการเสด็จฯ เยือนญี่ปุ่น เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น- วันที่ 22 - 23 กันยายน 2543 เสด็จฯ แวะผ่านไทย เพื่อทรงร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย- วันที่ 2-3 ตุลาคม 2543 เสด็จฯ แวะผ่านไทย ภายหลังจากการเสด็จฯ ร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย- วันที่ 28 ธันวาคม 2545 - 16 มกราคม 2546 เสด็จฯ เยือนไทย พร้อมด้วยเจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารี เจ้าชายคาร์ล ฟิลิป และเจ้าหญิงมาเดอลีน เป็นการส่วนพระองค์- วันที่ 25 กุมภาพันธ์ -1 มีนาคม 2546 เสด็จฯ เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ- วันที่ 31 มกราคม 2547 เสด็จฯ แวะเยือนไทย ก่อนเสด็จฯ เยือนเวียดนาม อย่างเป็นทางการ- วันที่ 9 -11 กุมภาพันธ์ 2547 เสด็จฯ แวะเยือนไทย หลังจากการเสด็จฯ เยือนบรูไน ดารุสซาลาม อย่างเป็นทางการ- วันที่ 17 -20 กุมภาพันธ์ 2548 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  - วันที่ 12 -21 มิถุนายน 2549 เสด็จฯ เยือนไทย เพื่อร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว- วันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2551 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์ ก่อนเสด็จฯ เยือนจีน เพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก- วันที่ 28 ธันวาคม 2551 – 8 มกราคม 2552 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์ ที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดระยอง- วันที่ 5-12 กุมภาพันธ์ 2554 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์ที่จังหวัดกรุงเทพฯและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์- วันที่ 29 ธันวาคม 2554 – 10 มกราคม 2555 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์ที่จังหวัดระยอง

สมเด็จพระราชาธิบดี คาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน- วันที่ 30 สิงหาคม - 1 กันยายน 2530 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ- วันที่ 6 -9 ตุลาคม 2539 เสด็จฯ เยือนไทย เพื่อร่วมพิธีรับรองสมาชิกใหม่มูลนิธิลูกเสือโลก- วันที่ 17 -22 กุมภาพันธ์ 2552 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ- วันที่ 24 และ 26 มกราคม 2557 เสด็จฯ แวะเปลี่ยนเครื่องบินที่ประเทศไทย ในวโรกาสเดินทางเยือนประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเยื่ยมชมกิจการลูกเสือฟิลิปปินส์

สมเด็จพระราชินีซิลเวีย- วันที่ 25 สิงหาคม 2551 เสด็จฯ แวะผ่านไทย พร้อมด้วยเจ้าชายคาร์ล ฟิลิป- วันที่ 8 -10 เมษายน 2553 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์ – วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 เสด็จฯ เยือนไทยเพื่อเป็นองค์ปาฐกในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "การพัฒนาศักยภาพการพิจารณาพิพากษาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว" ที่ จ. อุดรธานี

เจ้าหญิงมาเดอลีน- วันที่ 7 - 13 เมษายน 2551 เสด็จเยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์- วันที่ 30 มกราคม - 12 กุมภาพันธ์ 2553 เสด็จเยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์

เจ้าหญิงคริสตินา- วันที่ 6 - 9 มีนาคม 2540 เสด็จเยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์

เจ้าชายเบอร์ทิล- เดือนกุมภาพันธ์ 2508 เสด็จเยือนไทย อย่างเป็นทางการ

เจ้าชายวิลเลียม- ปี 2454 เสด็จเยือนไทย

เจ้าชายออสการ์- ปี 2427 เสด็จเยือนไทย

นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรี- วันที่ 1 -2 มีนาคม 2539 นางลีนา ชเยล์ม วัลเลน (Lena Hjelm-Wallen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรี- วันที่ 7 -9 มกราคม 2547 นายเยอรัน แพร์ซอน (Göran Persson) นายกรัฐมนตรี เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล- วันที่ 16 -17 มกราคม 2548 นายเยอรัน แพร์ซอน (Göran Persson) นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีกลุ่มประเทศนอร์ดิก (นอร์เวย์และฟินแลนด์) เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิที่บริเวณ จังหวัดภาคใต้ของไทย- วันที่ 3 - 4 เมษายน 2551 นายกุนนาร์ วีสลันเดอร์ (Gunnar Wieslander) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบด้านการค้า เยือนไทย- วันที่ 15 มกราคม 2552 นายกุนนาร์ วีสลันเดอร์ (Gunnar Wieslander) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบด้านการค้า เยือนไทย- วันที่ 24 - 26 เมษายน 2555 นายคาร์ล บิลด์ท (Carl Bildt) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนเยือนประเทศไทยและได้หารือข้อ ราชการกับนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเข้าเยี่ยมคารวะนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร- วันที่ 24 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2556 นายเฟรดริก ไรน์เฟลด์ท (Fredrik Reinfeldt) นายกรัฐมนตรี เยือนไทย เป็นการส่วนตัว- วันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2556 นายแฟรงค์ เบลฟราช (Frank Belfrage) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมความร่วมมือไทย-สวีเดน (Joint Cooperation Committee: JCC)- วันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2556 นางอินเจลา เบนโดรต (Ingela Bendrot) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงผู้ประกอบการ  พลังงาน และการสื่อสาร (ด้านโครงสร้างพื้นฐาน) เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมงานสัมมนา SymbioCity Forum: Future Challenges for Urban Transport Seminar

 

อัพเดทข้อมูลเมื่อ 6 มีนาคม 2562