thaiembassy.se

ข้อมูลเกี่ยวกับสวีเดน

There are no translations available.

ข้อมูลเกี่ยวกับสวีเดน

Map swe

 

 

การเมืองการปกครอง

  • สวีเดนมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข เป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2352 ส่วนรัฐสภาใช้ระบบสภาเดี่ยว คือ สภาริกสดอก (Riksdag) มีจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 349 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน มีวาระดำรงตำแหน่งครั้งละ 4 ปี

  • การปกครองในระดับภูมิภาคประกอบด้วย 21 มณฑล (län หรือ county) โดยรัฐบาลกลางมีข้าหลวงมณฑลเป็นผู้แทนและมีคณะกรรมการบริหารมณฑล ข้าหลวงมณฑลได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลกลางให้ดำรงตำแหน่งวาระ 6 ปี โดยมักจะคัดเลือกมาจากนักการเมือง แต่บุคคลเหล่านี้จะต้องลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญของการบริหารมณฑล ภารกิจส่วนใหญ่ของการบริหารมณฑลมีลักษณะเป็นงานส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ละมณฑลมีสภามณฑลที่มาจากการเลือกตั้ง สภานี้มีหน้าที่รับผิดชอบหลักในด้านอนามัยและสาธารณสุข ซึ่งรวมถึงการให้บริการในโรงพยาบาล การจัดการศึกษาบางประเภทและ การฝึกอาชีพ สภามณฑลมีสิทธิที่จะเก็บภาษีรายได้มาใช้เป็นงบประมาณรายจ่ายได้ นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2519 คนต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในสวีเดนตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปมีสิทธิที่จะออกเสียงเลือกตั้งและสมัครเข้ารับเลือกตั้งระดับท้องถิ่นทั้งในสภาเทศบาลและสภามณฑล

  • ในแต่ละมณฑลจะมีหลายเทศบาล ปัจจุบัน มี 288 เทศบาล (Kommun) โดยแต่ละเทศบาลต่างมีสภาที่มาจากการเลือกตั้งอำนาจและหน้าที่ของเทศบาลเกี่ยวข้องกับการให้บริการและการอำนวยความสะดวกต่างๆ ระหว่างรัฐบาลกลางและเทศบาล

  • จากการจัดลำดับของ Transparency International กรุงเบอร์ลิน ได้ยกให้สวีเดนอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลกในฐานะประเทศที่ปลอดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบ (2556)

การเลือกตั้งในสวีเดน

  • การเลือกตั้งนั้นใช้ระบบสัดส่วน (proportional representation) ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีการกระจายที่นั่งระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ ไปตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับทั่วประเทศและป้องกันมิให้เกิดพรรคการเมืองเล็กๆ ขึ้นมากมาย โดยพรรคการเมืองจะต้องได้รับเสียงจากทั่วประเทศอย่างน้อยร้อยละ 4 หรืออย่างน้อยร้อยละ 12 ในเขตเลือกตั้ง จึงจะได้รับที่นั่งในรัฐสภา การเลือกตั้งจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี โดยครั้งล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557 โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปีในวันเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ สวีเดนเคยใช้ระบบสองสภามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2403 แต่ได้ยกเลิกไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี พ.ศ. 2511-2512

  • หลังจากการเลือกตั้ง พรรคหรือกลุ่มที่ได้มีจำนวนเสียงสูงสุดจะจัดตั้งรัฐบาล โดยรัฐสภาจะเลือกนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล และนายกรัฐมนตรีเลือกรัฐมนตรี (จำนวน 11 คน) เข้าร่วมรัฐบาล

  • รัฐสภา (Riksdagen) คือหน่วยงานผู้มีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุดในการบริหารประเทศสวีเดนโดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จำนวน 349 คน ทั้งนี้ หน้าที่ของรัฐสภาคือ รับรองหรือไม่รับรองการตัดสินใจที่สำคัญในการบริหารประเทศด้วยการลงคะแนนเสียง และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล/จัดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และยื่นถอดถอนรัฐบาล หากสมาชิกรัฐสภามีความเห็นว่ารัฐบาลทำงานได้ไม่ดีพอ

    การเลือกตั้งทั่วไป
  • ผลการเลือกตั้งทั่วไปในสวีเดน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2557 ปรากฏว่า กลุ่มพรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democratic Party: SAP) ของนาย Stefan Löfven ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนร้อยละ 43.7 เอาชนะกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลผสม 4 พรรค ของนายกรัฐมนตรี Fredrik Reinfeldt ซึ่งได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนไปเพียงร้อยละ 39.3 โดยนาย Reinfeldt ซึ่งอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสวีเดนมานานถึง 8 ปี แถลงยอมรับความพ่ายแพ้ และแจ้งว่า จะยื่นหนังสือลาออกต่อรัฐสภาในวันนี้ โดยจะขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม (Moderate Party) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลเช่นกัน

  • เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 นาย Stefan Löfven ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสวีเดนด้วยคะแนนเสียง 132 เสียง จากเสียงในรัฐสภาทั้งหมด 349 เสียง (โดยมีผู้งดออกเสียง 154 คนจากกลุ่มพันธมิตรรัฐบาลเดิมและพรรค Left / ผู้ไม่สนับสนุน 49 คนจากพรรค Sweden Democrats / ผู้ไม่เข้าประชุมลงคะแนน 14 คน)

  • นาย Löfven เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค Social Democratic ต่อจากนาย Håkan Juholt ซึ่งอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ มีประสบการณ์การทำงานกับสหภาพแรงงานมายาวนานและเคยเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน Metalworkers ซึ่งเป็นหนึ่งในสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งที่สุดในสวีเดน

  • นาง Margot Wallström จากพรรค Social Democratic อดีตสมาชิกกรรมาธิการยุโรปด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม (European Commission for the Environment-Prodi Commission) และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปด้านความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและการสื่อสาร (European Commission for Institutional Relations and Communication Strategy) ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่    

นโยบายต่างประเทศ

  • ในภาพรวม สวีเดนให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสังคม อาทิ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การมีบทบาทแข็งขันในองค์การสหประชาชาติ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการบูรณาการของยุโรป รวมทั้งการส่งเสริมการค้าเสรีโดยได้ให้ลำดับความสำคัญในกิจการด้านการต่างประเทศ ดังนี้

  • มีบทบาทที่แข็งขันในองค์การสหประชาชาติ สหภาพยุโรป และเวทีระหว่างประเทศสำคัญๆ เช่น องค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe – OSCE) การประชุมเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting – ASEM)

  • พัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ในภูมิภาคยุโรปเหนือ ทั้งกลุ่มประเทศนอร์ดิก (เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์และสวีเดน) และกลุ่มประเทศบอลติก (เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย)

  • ธำรงไว้ซึ่งหลักการไม่เป็นพันธมิตรทางการทหาร อย่างไรก็ดี สวีเดนได้เข้าร่วมในโครงการพันธมิตรเพื่อสันติภาพ (Partnership for Peace - PFP) ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization – NATO)

  • ให้ความสำคัญในประเด็นระหว่างประเทศในเรื่องการลดอาวุธ การป้องกันความขัดแย้งสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศ การพัฒนาที่ยั่งยืน การค้าเสรี การต่อต้านการก่อการร้าย

  • พิจารณาปรับเพิ่มงบประมาณการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ โดยจะให้ความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม เช่น การแก้ไขความยากจน การต่อสู้กับโรคเอดส์ (HIV/AIDS) และปัญหาผู้ลี้ภัย เป็นต้น

  • สวีเดนเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เคยรับหน้าที่ประธานคณะมนตรีสหภาพยุโรป (President of the Council of the European Union) ซึ่งนิยมเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า ประธานสหภาพยุโรป (EU Presidency) มาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อปี 2544 และครั้งล่าสุด เมื่อช่วงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2552 ต่อจากเช็ก

  • สวีเดนสนับสนุนให้สหภาพยุโรป มีบทบาทมากขึ้นในการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง และสนับสนุนให้ปาเลสไตน์และอิสราเอลสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

เศรษฐกิจ

  • สวีเดนเป็นประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป แต่มีประชากรเพียง 9.45 ล้านคน จึงทำให้สวีเดนมีตลาดภายในขนาดเล็กและมีระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการส่งออก โดยมากกว่าร้อยละ 80 ของสินค้าส่งออกเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมป่าไม้ กระดาษ เหล็ก อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ อากาศยาน โทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตอาวุธ/ยุทโธปกรณ์ทางทหาร และการผลิตเวชภัณฑ์

  • ในด้านนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน แต่เดิมค่าเงินโครนสวีเดนถูกกำหนดไว้คงที่เมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญ แต่เมื่อปี พ.ศ. 2535 ธนาคารแห่งชาติของสวีเดนได้ยกเลิกระบบดังกล่าวและปล่อยให้ค่าเงินโครนสวีเดนลอยตัว และหันมาใช้นโยบายควบคุมอัตราเงินเฟ้อไว้ไม่ให้เกินร้อยละ 2 ต่อปี

  • ต่อมา สวีเดนเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union – EU) เมื่อปี พ.ศ. 2538 แต่ยังไม่ยอมรับนโยบายเงินสกุลเดียว โดยได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union – EMU) แม้ว่าระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะผ่านเกณฑ์ (convergence criteria) ที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ก็ตาม และเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2546 ทางการสวีเดนได้จัดการลงประชามติว่า สวีเดนจะเข้าร่วมการใช้เงินยูโรหรือไม่ ผลปรากฏว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 56.1 ไม่สนับสนุนให้สวีเดนเข้าร่วมการใช้เงินสกุลยูโร (ขณะนี้มีเดนมาร์ก สวีเดน และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกเก่าของสหภาพยุโรปที่ยังไม่เข้าร่วมการใช้เงินสกุลยูโร)

  • ตลาดสินค้าส่งออกสำคัญที่สุดของสวีเดนอยู่ในยุโรปตะวันตก โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าถูกส่งออกไปยังสหภาพยุโรป อาทิ กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านนอร์ดิก (เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ และนอร์เวย์) เยอรมนี สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และฝรั่งเศส สำหรับตลาดส่งออกนอกภูมิภาคยุโรปที่สำคัญของสวีเดน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น สำหรับในด้านการนำเข้า ประเทศคู่ค้าของสวีเดนที่สำคัญที่สุด คือ สหภาพยุโรป นอร์เวย์ และสหรัฐอเมริกา

  • จากรายงานของ “Global Competitiveness Report 2011-2012” ซึ่งจัดโดย World Economic Forum ได้ยกย่องให้สวีเดนเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงเป็นอันดับที่ 3 โดยรายงานได้แสดงให้เห็นว่า คนทั่วไปมีความมั่นใจต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลสวีเดน ทั้งนี้ แม้ว่าสวีเดนจะมีเศรษฐกิจขนาดเล็ก แต่ก็มีความสามารถในการแข่งขันสูง โดยยุทธศาสตร์ของสวีเดน ได้แก่ การเปิดประเทศและการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน การสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการลงทุนและการสร้างงานให้ประชาชน

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

  • ไทยและสวีเดนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศได้ทำสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (The Treaty of Friendship, Commerce and Navigation of 1868) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2411 และตั้งแต่ปี 2425 ไทยได้แต่งตั้งอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง โดยหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย อัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนคนแรก

  • เมื่อปี 2487 ไทยได้เปิดสถานอัครราชทูตประจำกรุงสตอกโฮล์มขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมา เมื่อปี 2497 ไทยได้ปิดสถานอัครราชทูตฯ และให้อัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดน จวบจนกระทั่งปี 2502 ไทยและสวีเดนได้ยกฐานะความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูต และไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อปี 2506 โดยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศฟินแลนด์และเอสโตเนียด้วย ต่อมา เมื่อปี 2545 ไทยได้เปิดสำนักงานการท่องเที่ยว (ททท.) ประจำกรุงสตอกโฮล์ม และได้เปิดสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน (BOI) ณ กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552

  • ปัจจุบัน นายเกีตรติคุณ ชาติประเสริฐ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม นอกจากนี้ ไทยยังมีกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์และกงสุลกิตติมศักดิ์ในสวีเดน ดังนี้

    (1) กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงสตอกโฮล์ม คือ นางวีเวกา อักซอน ยูนซอน (Viveca Axson Johnson) และมีนางฟรานเซส บรูมอน (Frances Broman) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ (ประเทศไทยได้มีกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำประเทศ สวีเดนมาตั้งแต่ปี 2431(ค.ศ. 1888) โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแต่งตั้งนาย Axel Johnson เป็นกงสุลสยามคนแรกประจำประเทศสวีเดนเมื่อปี 2426 (ค.ศ. 1883) และหลังจากนั้นครอบครัว Johnson ได้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยต่อมาเป็นเวลา 4 ชั่วอายุคน ปัจจุบันนาง Viveca Axson Johnson ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงสตอกโฮล์มคนใหม่สืบแทนนาย Bo Axelson Johnson บิดา ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 (ค.ศ. 1997) นอกจากนี้แล้ว ฝ่ายไทยยังได้แต่งตั้งนาง Frances Broman ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำกรุงสตอกโฮล์ม)

    (2) กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองโกเธนเบอร์ก คือ นายเคนเนท ออร์เกรน (Kenneth Orrgren)

    - สำหรับสวีเดน สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และฟิลิปปินส์ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ นายคลอส มูลีน (Klas Molin) นอกจากนี้ ยังมีสถานกงสุลสวีเดนประจำประเทศไทย จำนวน 3 แห่ง คือ
    (1) สถานกงสุลสวีเดนประจำจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุม 10 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และอุตรดิตถ์ มีนางศุภจี นิลอุบล ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ

    (2) สถานกงสุลสวีเดนประจำเมืองพัทยา ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด มีนายชัชวาล ศุภชยานนท์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ

    (3) สถานกงสุลสวีเดนประจำจังหวัดภูเก็ต อยู่ระหว่างการสรรหาบุคคล


- ปัจจุบัน คนไทยในสวีเดนมีจำนวนประมาณ 35,554 คน มีวัดไทย/สำนักสงฆ์ จำนวน 9 แห่ง สมาคมไทย จำนวน 24 สมาคม และมีร้านอาหารไทยจำนวนประมาณ 400 ร้าน

- ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับสวีเดนเป็นไปโดยราบรื่น ทั้งสองฝ่ายได้ให้การสนับสนุนและร่วมมือกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศด้วย ดีมาโดยตลอด รวมทั้งในกรอบความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศนอร์ดิก (เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน) EU, ASEM (ซึ่งไทย ฟิลิปปินส์ และสวีเดน มีความร่วมมือในโครงการต่อต้านการลักลอบการค้าสตรีและเด็ก) รวมทั้งความสัมพันธ์ในกรอบอาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU)

1.2   เศรษฐกิจ

สวีเดนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 10 ของยุโรป และอันดับที่ 35 ของโลก

1.2.1   การค้า

ในปี 2556 สวีเดนเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 45 ของไทย และเป็นตลาดนำเข้าอันดับที่ 32 อันดับของไทย โดยการค้าไทย-สวีเดน มีมูลค่ารวม 1,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปสวีเดนเป็นมูลค่า 529 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้าจากสวีเดน 1,161 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (การค้ารวมเพิ่มขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ 12 ส่งออกไทยลดลงร้อยละ 8 นำเข้าจากสวีเดนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25) สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ผลิตภัณฑ์โลหะ

1.2.2   การลงทุน

การลงทุนจากสวีเดนมีอัตราสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระยะ 10 ปี (ปี 2545-2555) มีโครงการลงทุนในไทยรวม 67 โครงการมูลค่าเงินลงทุนกว่า 16,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ


เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและโลหะการ และอุปกรณ์การแพทย์

จากสถิติการส่งเสริมการลงทุนของ BOI นักลงทุนจากสวีเดนมีแนวโน้มที่ดีในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยในปี 2556 สวีเดนมีโครงการลงทุน 3 โครงการ (ซอฟต์แวร์และแร่เหล็ก) มูลค่า 129 ล้านบาท ส่วนสาขาที่นักลงทุนสวีเดนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด คือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมเครื่องจักรและโลหะการ และอุปกณ์การแพทย์ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการดึงดูดการลงทุนจากสวีเดนเพิ่มเติม ได้แก่ ชิ้นส่วนอากาศยานและการซ่อมบำรุง ซอฟต์แวร์ พลังงานทดแทนและอุตสาหกรรมสีเขียว โดยการลงทุนของสวีเดนที่เป็นที่รู้จักของคนไทย อาทิ ห้าง IKEA เสื้อผ้า H&M เครื่องใช้ไฟฟ้า Electrolux โทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร Ericsson รถยนต์และอุปกรณ์ Volvo รถยนต์และอากาศยาน SAAB เป็นต้น

ปัจจุบัน มีบริษัทธุรกิจชั้นนำของสวีเดนจำนวนมากที่เข้ามาลงทุนและจัดตั้งฐานการผลิตในไทย อาทิ บริษัท Ericsson (เครื่องโทรคมนาคม และโทรศัพท์) บริษัท Molnlycke Health Care
(เสื้อกาวน์และอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้ง) บริษัท Volvo Truck (ผลิต/ประกอบรถบรรทุกและชิ้นส่วนรถยนต์) บริษัท Vattenfall AB (พลังงาน) บริษัท Purac (โรงงานกำจัดน้ำเสีย) บริษัท Tetra Pak (บรรจุภัณฑ์) บริษัท Scandinavian Village Co.Ltd. (โครงการพำนักระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและวัยเกษียณ) บริษัท Electrolux (เครื่องซักผ้าและตู้เย็น) บริษัท ABB บริษัท Eka Chemicals บริษัท Perstorp บริษัท IKANO (ผลิตและจำหน่ายเครื่องเรือนยี่ห้อ IKEA) โดย IKEA ได้เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2554

1.2.3   การท่องเที่ยว

ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวสวีเดน ในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากกว่า 300,000 คน โดยในปี 2556 มีจำนวน 337,812 คน ปัจจุบันมีสายการบินไทยบินตรงเส้นทางกรุงเทพฯ – สตอกโฮล์ม 9

เที่ยว/สัปดาห์ (วันพฤหัสบดีและวันเสาร์ให้บริการ 2 เที่ยวบิน/วัน) และมีเที่ยวบินตรงไปภูเก็ตจำนวน 2 เที่ยว/สัปดาห์ ในช่วงฤดูท่องเที่ยว (พฤศจิกายน-มีนาคม)

1.3   การเมือง

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างไทยกับสวีเดนเป็นไปโดยราบรื่น ทั้งสองฝ่ายได้ให้การสนับสนุนและร่วมมือกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศด้วยดีมาโดยตลอด รวมทั้งในกรอบความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศนอร์ดิก (เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน) สหภาพยุโรป, ASEM (ซึ่งไทย ฟิลิปปินส์ และสวีเดนมีความร่วมมือในโครงการต่อต้านการลักลอบการค้าสตรีและเด็ก) รวมทั้งความสัมพันธ์ในกรอบอาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU)

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองของทั้งสองประเทศนับว่ามีความแน่นแฟ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำของรัฐบาลไทยและสวีเดน

1.4   ความมั่นคง

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบอนุมัติให้กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ อเนกประสงค์ Gripen จากสวีเดน ระยะที่ 1 จำนวน 6 เครื่อง วงเงิน 19,000 ล้านบาท งบประมาณผูกพัน 5 ปี (2551 - 2555) และเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอให้กองทัพอากาศจัดซื้อ เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ Gripen จากสวีเดน ระยะที่ 2 อีกจำนวน 6 เครื่อง วงเงิน 16,266 ล้านบาท งบประมาณผูกพัน 5 ปี (2554 - 2558) ล่าสุดได้มีการส่งมอบเครื่องบินฯ 3 ลำสุดท้าย เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 แต่สวีเดนยังคงมีพันธะที่จะต้องช่วยเหลือไทยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว โดยการจัดสรรทุนการศึกษาระดับปริญญาโท ระยะแรก (ปี 2552-2554) จำนวน 45 ทุน และระยะที่ 2 (ปี 2555-2557) จำนวน 24 ทุน ให้แก่นักศึกษา / บุคลากรทางทหารของไทย ไปศึกษาต่อที่สวีเดน การซื้อเครื่องบินฯ ครั้งนี้ ช่วยส่งเสริมให้ทั้ง 2 ประเทศเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการทหารให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

2. การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายสวีเดน
พระราชวงศ์

สมเด็จพระราชาธิบดี คาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน และสมเด็จพระราชินีซิลเวีย

- วันที่ 21 - 23 เมษายน 2523 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 25 กันยายน 2524 เสด็จฯ แวะผ่านไทย หลังจากการเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 6 -10 กุมภาพันธ์ 2532 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 20 พฤศจิกายน 2533 เสด็จฯ แวะผ่านไทย หลังจากการเสด็จฯ เยือนญี่ปุ่น เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น
- วันที่ 22 - 23 กันยายน 2543 เสด็จฯ แวะผ่านไทย เพื่อทรงร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย
- วันที่ 2-3 ตุลาคม 2543 เสด็จฯ แวะผ่านไทย ภายหลังจากการเสด็จฯ ร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย
- วันที่ 28 ธันวาคม 2545 -– 16 มกราคม 2546 เสด็จฯ เยือนไทย พร้อมด้วยเจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารี เจ้าชายคาร์ล ฟิลิป และเจ้าหญิงมาเดอลีน เป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 25 กุมภาพันธ์ –-1 มีนาคม 2546 เสด็จฯ เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 31 มกราคม 2547 เสด็จฯ แวะเยือนไทย ก่อนเสด็จฯ เยือนเวียดนาม อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 9 -11 กุมภาพันธ์ 2547 เสด็จฯ แวะเยือนไทย หลังจากการเสด็จฯ เยือนบรูไน ดารุสซาลาม อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 17 -20 กุมภาพันธ์ 2548 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 12 -21 มิถุนายน 2549 เสด็จฯ เยือนไทย เพื่อร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- วันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2551 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์ ก่อนเสด็จฯ เยือนจีน เพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
- วันที่ 28 ธันวาคม 2551 – 8 มกราคม 2552 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์ ที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดระยอง
- วันที่ 5-12 กุมภาพันธ์ 2554 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์ที่จังหวัดกรุงเทพฯและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
- วันที่ 29 ธันวาคม 2554 – 10 มกราคม 2555 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์ที่จังหวัดระยอง

สมเด็จพระราชาธิบดี คาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน
- วันที่ 30 สิงหาคม –- 1 กันยายน 2530 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 6 -9 ตุลาคม 2539 เสด็จฯ เยือนไทย เพื่อร่วมพิธีรับรองสมาชิกใหม่มูลนิธิลูกเสือโลก
- วันที่ 17 -22 กุมภาพันธ์ 2552 เสด็จฯ เยือนไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 24 และ 26 มกราคม 2557 เสด็จฯ แวะเปลี่ยนเครื่องบินที่ประเทศไทย ในวโรกาสเดินทางเยือนประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเยื่ยมชมกิจการลูกเสือฟิลิปปินส์

สมเด็จพระราชินีซิลเวีย
- วันที่ 25 สิงหาคม 2551 เสด็จฯ แวะผ่านไทย พร้อมด้วยเจ้าชายคาร์ล ฟิลิป
- วันที่ 8 -10 เมษายน 2553 เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์

เจ้าหญิงมาเดอลีน
- วันที่ 7 - 13 เมษายน 2551 เสด็จเยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 30 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2553 เสด็จเยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์

เจ้าหญิงคริสตินา
- วันที่ 6 - 9 มีนาคม 2540 เสด็จเยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์

เจ้าชายเบอร์ทิล
- เดือนกุมภาพันธ์ 2508 เสด็จเยือนไทย อย่างเป็นทางการ

เจ้าชายวิลเลียม
- ปี 2454 เสด็จเยือนไทย

เจ้าชายออสการ์
- ปี 2427 เสด็จเยือนไทย

นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรี

- วันที่ 1 -2 มีนาคม 2539 นางลีนา ชเยล์ม วัลเลน (Lena Hjelm-Wallen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทย ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรี
- วันที่ 7 -9 มกราคม 2547 นายเยอรัน แพร์ซอน (Göran Persson) นายกรัฐมนตรี เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล
- วันที่ 16 -17 มกราคม 2548 นายเยอรัน แพร์ซอน (Göran Persson) นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีกลุ่มประเทศนอร์ดิก (นอร์เวย์และฟินแลนด์) เยือนไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิที่บริเวณ จังหวัดภาคใต้ของไทย
- วันที่ 3 - 4 เมษายน 2551 นายกุนนาร์ วีสลันเดอร์ (Gunnar Wieslander) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบด้านการค้า เยือนไทย
- วันที่ 15 มกราคม 2552 นายกุนนาร์ วีสลันเดอร์ (Gunnar Wieslander) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบด้านการค้า เยือนไทย
- วันที่ 24 - 26 เมษายน 2555 นายคาร์ล บิลด์ท (Carl Bildt) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนเยือนประเทศไทยและได้หารือข้อ ราชการกับนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเข้าเยี่ยมคารวะนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
- วันที่ 24 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2556 นายเฟรดริก ไรน์เฟลด์ท (Fredrik Reinfeldt) นายกรัฐมนตรี เยือนไทย เป็นการส่วนตัว
- วันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2556 นายแฟรงค์ เบลฟราช (Frank Belfrage) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมความร่วมมือไทย-สวีเดน (Joint Cooperation Committee: JCC)
- วันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2556 นางอินเจลา เบนโดรต (Ingela Bendrot) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงผู้ประกอบการ  พลังงาน และการสื่อสาร (ด้านโครงสร้างพื้นฐาน) เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมงานสัมมนา SymbioCity Forum: Future Challenges for Urban Transport Seminar

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสวีเดนที่สามารถค้นหาได้ทาง Internet
1. www.ud.se.
2. www.swedeninfo.com

*****************************************